Bookmark and Share Add to Favorites  
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา
ภูมิอากาศจังหวัดภูเก็ต
  สภาพอากาศจังหวัดภูเก็ต
  Phuket Weather Today
  10 Day Weather Forcast for Phuket
  สภาพอากาศภาคใต้ฝั่งตัวันตก
  ศูนย์อุตุนิยมวิทยา...ฝั่งตะวันตก
  การเปลี่ยนองศา
แผ่นดินไหวและสึนามิ
  สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว
  เรื่องแผ่นดินไหวและสึนามิ
  คลื่นยักษ์สึนามิถล่มภูเก็ต - You Tube
  แผ่นดินไหวทั่วโลก (USGS)
รวมเรื่องภูเก็ต
  PHUKET HERITAGE
แผนที่จังหวัดภูเก็ต
  แผนที่ดาวเทียม
  แผนที่ภูเก็ตแสดงระดับน้ำทะเล
สถาบันอุดมศึกษาในภูเก็ต
  มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต
  วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต
  วิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต
  มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ ศูนย์ภูเก็ต
โรงเรียนในภูเก็ต
  โรงเรียนดาวรุ่งวิทยา
  โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว
  โรงเรียนพุทธมงคลนิมิตร
  โรงเรียนอนุบาลภูเก็ต
  โรงเรียนราไวย์เรืองวิทย์
  โรงเรียนเทศบาลเมืองภูเก็ต
  โรงเรียนเทศบาลบ้านสามกอง
  โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคม
บริการวิชาการ
  สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต
  สนง.วัฒนธรรมภูเก็ต
  สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.ภูเก็ต
ค้นข้อมูลจากหอสมุด
  Library of Congress
  The British Library
  มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  หอสมุดแห่งชาติ
  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  มหาวิทยาลัยมหิดล
  หนังสืองานศพ
ค้นเอกสาร
  พระราชบัญญัติ
  ราชกิจจานุเบกษา
สถาบันศาสนา
  @ สนง.พระพุทธศาสนาจังหวัดภูเก็ต
  @ พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี
เว็บเครือข่าย
  สมบูรณ์อินโฟ
  ตระกูลแซ่หลิน
  สมบูรณ์แก่นโน้ต
.

เทศกาลกินผัก

 

 

 

 

 

 

 

เทศกาลกินผักที่ภูเก็ต

 

๑.   คณะงิ้วแสดงที่บ้านกะทู้

๒.   เดินทางไปสืบสาวการกินผักที่เมืองกังไส

๓.   ตำนานเถ้าแก่ใจบุญกับบ้านหลังใหม่

๔.   เทพเจ้าเล่าเอี๋ยกับการกินผัก

๕.   การเตรียมการกินผัก

      ๑)   ศาลเจ้าเตรียมการ

      ๒)   ชาวบ้านเตรียมการ

๖.   พิธีกรรมที่ศาลเจ้าก่อนการกินผัก  ๑ วัน

        -   อัญเชิญขุนพลนายทหารมารักษาการปริมณฑล

        -   ยกเสาโกเต้ง

        -   อัญเชิญองค์หยกอ๋องส่องเต่มาร่วมพิธี

        -   อัญเชิญองค์กิวอ๋องไต่เต่มาเป็นประธาน

๗.   สรุปพิธีกรรมวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙

๘.   พิธีกรรมและกิจกรรมบางอย่างที่น่าสนใจ

      - พิธีขึ้นบันไดมีด

      - พิธีสะเดาะเคราะห์

      - พิธีโข้กุน

      - พิธีเฉี้ยโห้ย

      - พิธีอิวเก้งแห่พระรอบเมือง

      - การจุดประทัด

      - ธงประเภทต่างๆ

      - ม้าทรง

๙.   เทพเจ้าที่กล่าวถึงในพิธีกรรม

๑๐. ข้อควรปฏิบัติในเทศกาลกินผัก

๑๑. ตารางเทศกาลกินผักในปีพ.ศ. ๒๕๕๒ - ๒๕๖๖ 

 

 

๑.   คณะงิ้วแสดงที่บ้านกะทู้

        เมื่อ ชาวจีนได้เข้ามาเป็นกรรมกรเหมืองแร่ดีบุกที่ภูเก็ต เป็นจำนวนหลายหมื่นคน ต่างกระจายไปตามที่ต่างๆ บางส่วนปักหลักอยู่ที่เหมืองแร่ต่างๆในเขตกะทู้ ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ ๕ คนจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์จึงจะสามารถเป็นกรรมการเหมือง ที่ทำงานหนักได้ ต่อมาจึงมีร้านรวงต่างๆเพื่อให้บริการแก่พวกเขา รวมทั้งสิ่งบันเทิงด้วย นั่นก็คือโรงงิ้ว คณะงิ้วที่มาแสดงเป็นงิ้วเร่ที่เรียกว่า ปั้วหี่ คงจะได้ปักหลักแสดงอยู่คณะละหลายเดือนหรือเป็นปี แล้วหมุนเวียนคณะใหม่มาแสดงอีกเมื่อเห็นว่าลูกค้าคนดูเริ่มเบื่อ เมื่อพวกเขาได้หมุนเวียนเปลี่ยนเรื่องแสดงไปหมดแล้ว

        มี คณะงิ้วเร่คณะหนึ่งได้เปิดแสดงที่บ้านกะทู้ ขึ้นเป็นเวลาเกือบปีบังเอิญเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น คณะงิ้วจึงได้ประกอบพิธีกินผักที่หน้าโรงงิ้วนั่นเอง แต่เป็นเพียงย่อๆเท่านั้น เพื่อขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บให้หายไป ปรากฏว่าได้ผล ในปีต่อมาพวกงิ้วจึงได้จัดการกินผักขึ้นอีก ชาวกะทู้เกิดเลื่อมใส จึงเข้าร่วมกินผักด้วย เมื่อเห็นว่าชาวกะทู้เกิดเลื่อมใสการกินผัก พวกงิ้วจึงบอกว่า หากต้องการรู้พิธีกรรมการกินผักอย่างละเอียดให้เดินทางไปเมืองกังไส ( น่าจะเป็นมณฑลเจียงซูหรือมณฑลเจียงซี ) ก่อนที่คณะงิ้วจะลาโรง จึงได้มอบเทพเจ้าเล่าเอี๋ยและเทพเจ้าหลี่โลเชียไว้ให้เพื่อจัดพิธีกินผัก ในวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙ พวกงิ้วจึงให้ข้อมูลการประกอบพิธีกินผักเท่าที่พวกเขารู้ให้ชาวกะทู้จัดงาน ในปีถัดไป

 

๒.   เดินทางไปสืบสาวการกินผักที่เมืองกังไส 

        เมื่อ คณะงิ้วจากไปแล้ว ชาวบ้านกะทู้จึงนำพระเล่าเอี๋ยและพระหลี่โลเชียประดิษฐานที่โรงเจชั่วคราว ด้วยการมุงหลังคาจากกั้นจากขึ้น เพื่อสักการะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อถึงวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙ ชาวบ้านกะทู้จึงจัดงานกินผักตามที่พวกงิ้วได้บอกไว้แบบคร่าวๆตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา

        ขณะ นั้นชาวจีนที่มาทำเหมืองคนหนึ่ง เมื่อเห็นชาวกะทู้ประกอบพิธีกินผักไม่เหมือนกับที่ตนเคยเห็นที่เมืองจีน เพราะพิธีกรรมไม่ถูกต้อง ตนจึงได้เสนอว่าน่าจะไปเอารูปแบบพิธีกรรมการกินผักที่ถูกต้องที่เมืองกังไส แต่ตนไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะเดินทางไปได้ ถ้าหากชาวกะทู้ต้องการให้ตนเดินทางไปเมืองจีน ก็ยินดีไปหาข้อมูลมาให้ ชาวบ้านจึงได้เรี่ยไรเงินได้จำนวนหนึ่งให้เขา เขาจึงเดินทางไปยังเมืองกังไส ปรากฏว่าเขาหายไป ๒ – ๓ ปีก็ยังไม่กลับ ชาวบ้านต่างคิดว่าเขาคงไม่กลับมาบ้านกะทู้อีกแล้ว คงจะถูกหลอกเป็นแน่

        ใน ช่วงของการกินผักคืนวันที่ ๗ ค่ำเดือน ๙ เขาเดินทางถึงท่าเรือบางเหนียว อำเภอเมืองภูเก็ต จึงให้คนไปบอกชาวกะทู้ให้จัดขบวนแห่ไปรับด้วย ชาวบ้านจึงจัดขบวนแห่ไปรับที่ท่าเรือ สิ่งที่เขานำมาคือ เหี่ยวโห้ยคือธูปใหญ่ที่จุดติดไฟจากเมืองจีนมาตลอดและเมื่อธูปไฟติดถึงก้าน เดิมก็จุดไฟใหม่ต่อๆกันมา รวมทั้งเหี่ยวเอี้ยนผงธูป คัมภีร์ประกอบพิธีกรรม ตุ้ยเหลี่ยนป้ายชื่อมาด้วย เมื่อไปถึงโรงเจกะทู้ซึ่งยังไม่ครบกำหนด ๙ วัน เขาจึงได้อธิบายวิธีการประกอบพิธีทั้งเก้าวันเก้าคืนให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ในพิธีทุกคนทราบ พร้อมกับได้เล่าถึงประวัติการกินผักของเมืองกังไส ประวัติเล่าเอี๋ย และสาเหตุแห่งการกินผักซึ่งเกี่ยวกับเถ้าแก่กับบ้านหลังใหม่ให้ชาวกะทู้ฟัง

 

๓.  ตำนานเถ้าแก่ใจบุญกับบ้านหลังใหม่

           เมือง เจียงซูเป็นเมืองที่ราบลุ่มเป็นพื้นน้ำเสียหลายส่วน มีคลองจำนวนมาก คล้ายเมืองบางกอกสมัยก่อน ผู้คนจึงสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลอง ใช้เรือเป็นพาหนะ และเมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากทะเลตงไห่และแม่น้ำแยงซี ได้มีเซียนองค์หนึ่งทำนายว่า เมืองนี้กำลังจะถูกคลื่นยักษ์กวาดลงทะเล ผู้คนจะล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ตัวเมืองจะจมหายไปในทะเล ยกเว้นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของชาวเมืองนี้ประกอบไว้ ก็จะขจัดปัดเป่าลงไปได้ ก็จะรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้

         มณฑลเจียงซู  เมืองหลวงชื่อ ซูโจว สมัยโบราณเมืองนี้เรียกว่า กัวสู หรือกังไสหรือกังไซ้ มี เถ้าแก่ใจบุญคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองซูโจว ชื่อ หลี่ฮั่วก่าย เขาได้สร้างบ้านหลังใหญ่โตหลังหนึ่งขึ้นแต่ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ คือเขาตั้งใจที่จะทำบุญให้ครบ ๑๐๐ วันเสียก่อน แล้วจึงจะย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่นี้ ขณะที่ยังไม่ครบหนึ่งร้อยวัน เขาได้ทำทานแก่ผู้ยากจนทุกวัน ใครมาของสิ่งใดหลี่ฮั่วก่ายให้ทั้งสิ้นเพื่อเป็นการสร้างบุญกุศล จนถึง ๔ – ๕ วัน จะครบ ๑๐๐ วันตามที่กำหนด

        ขณะ นั้นยังมียาจกคนหนึ่งเป็นโรคเรื้อนน้ำเหลืองไหลเยิ้มไปตามมือเท้าร่างกาย เสื้อผ้าสกปรกเหม็นสาบ เขาก็เอาเสื้อนั่นแหละเช็ดน้ำเหลือง ใครๆเห็นพากันรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ คนขี้เรื้อนจึงเดินเข้าไปยังบ้านเถ้าแก่หลี่ฮั่วก่าย แต่คนใช้ไม่ยอมให้เข้าไป เถ้าแก่ได้ยินเสียงเอะอะหน้าบ้านจึงเดินออกมาดู แล้วบอกให้เขาเข้าไปในบ้านได้ เถ้าแก่จึงให้คนใช้เตรียมข้าวของให้เขา แต่เขาไม่เอา เขาอยากเข้าไปนอนเล่นในบ้านหลังใหม่สัก๓ – ๔ วันเท่านั้น ก่อนที่จะครบกำหนดร้อยวัน

        ฝ่ายหลี่ฮั่วก่าย นึกไม่ถึงว่าเขาจะขอในสิ่งที่ชาวบ้านทั้งหลายไม่กล้าขอ แต่ในเมื่อตนได้ลั่นวาจาไปแล้ว จึงยอมตาม  ทำ ให้คนใช้โกรธมาก เถ้าแก่จึงห้ามไว้แล้วให้พาคนขี้เรื้อนเข้าไปพักในบ้านหลังใหม่ พร้อมกับให้หาอาหารการกินให้คนขี้เรื้อนด้วย เมื่อไปถึงเห็นบ้านใหญ่โตโอ่โถง สวยงาม พร้อมโต๊ะตั่ง เต็มไปหมด คนขี้เรื้อนเมื่อเห็นว่าน้ำเหลืองในตัวย้อยลงมาจึงเอามือไปป้ายน้ำเหลือง แล้วเช็ดไว้ตามฝาผนังบ้านเสียเต็มไปหมด คนใช้ต่างพากันโกรธมากเพราะพวกเขาต้องทำความสะอาด แต่เถ้าแก่ห้ามไว้

        เมื่อ ครบกำหนด ๑๐๐ วัน เถ้าแก่จึงเข้าไปในบ้านนั้น เดินไปตามห้องต่างๆ ปรากฏว่ามีกลิ่นหอมเต็มไปหมดทุกห้อง ไม่มีร่องรอยของน้ำเหลืองอยู่เลย แต่กลายเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นฝีมือของจิตรกรเอกเท่านั้นที่เขียนได้ขนาด นี้ พร้อมกับเขียนอักษรกำกับไว้ที่ฝาผนังว่า “มณฑล เจียงซู กำลังจะประสบมหาวาตภัยครั้งใหญ่ น้ำทะเลจะไหลท่วมเมืองจมหายไปในทะเลตงไห่ จะมีก็แต่ผลบุญของเถ้าแก่หลี่ฮั่วก่ายที่ทำไว้ จะขจัดภัยให้เบาบางลง ถ้าหากชาวเมืองเจียงซูประกอบพิธีกินผักให้ครบ ๙ วัน คือวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙

        ชาว เมืองซูโจว และเถ้าแก่หลี่ฮั่วก่ายจึงประกอบพิธีกินผักตามกำหนด ที่แท้คนโรคเรื้อนก็คือเซียนผู้วิเศษแปลงกายมาลองใจเถ้าแก่หลี่ฮั่วก่ายนั่น เอง การกินผักของเมืองซูโจวจึงได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่บัดนั้น

 

๔.   เทพเจ้าเล่าเอี๋ยกับการกินผัก    

        เทพเจ้าเล่าเอี๋ยก็คือ ฮ่องเต้ถังหมิงหวงหรือ ฮ่องเต้ถังเสวียนจง ( หลี่หลงจี้ ) แห่งราชวงศ์ถัง ครองราชย์ ระหว่าง พ.ศ. ๑๒๕๕ – ๑๒๙๙  ซึ่ง พวกงิ้วในเมืองจีนถือว่าเป็นบรมครูงิ้วของพวกเขา เพราะพระองค์ทรงยกฐานะจากพวกงิ้วเร่ร่อนให้เป็นสถาบันศิลปะการแสดงที่เมือง ฉางอาน พวกงิ้วจึงพากันเคารพนับถือกันมากทั่วประเทศ ในโรงงิ้วจึงต้องประดิษฐานองค์เล่าเอี๋ยไว้หรือไม่ก็เขียนพระนามป้ายตั้งไว้ บูชา

      ในปีพ.ศ. ๑๒๘๕ ทรงใช้ปีรัชกาลว่า เทียนเป่า ทรงถือว่าพระองค์ทรงได้รับพระบัญชาจากสวรรค์และทรงมีอำนาจฤทธิ์เดชเยี่ยงเทพเจ้า ทรงมีกระบี่และพู่กันเป็นอาวุธ  ซึ่งน่าจะเป็น “เทียนฝู่เอวี๋ยนโซ่ว”หรือ”เตี่ยนฮู้หงวนโส่ย” หรือ จอมพลผู้พิทักษ์แห่งสวรรค์ ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้า เมื่อพวกงิ้วกลับจากไปแสดงที่เมืองซูโจวหรือกัวสู จึงได้กราบทูลเรื่องราวเกี่ยวกับเถ้าแก่หลี่ฮั่วก่ายกับบ้านหลังใหม่และ พิธีการกินผัก พระองค์พร้อมด้วยขุนนางฝ่ายพิธีกรรม จึงทรงเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับการกินผัก เช่น การอัญเชิญเทพเจ้าหยกอ๋องส่องเต่ กิวอ๋องไต่เต่ เทพเจ้าเป่ยเติ้วซิงจวินหรือเทพเจ้าดาวเหนือและเทพเจ้าหนานเติ้วซิงจวินหรือ เทพเจ้าดาวทิศใต้ มาร่วมในการกินผัก ตลอดจนรายละเอียดอื่นๆ ที่ใช้เป็นหลักอยู่ในปัจจุบัน

        การ กินผักในวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙ จึงได้จัดกันแพร่หลายจากมณฑลเจียงซู ไปยังมณฑลใกล้เคียงคือ มณฑลเจ้อเจียง มณฑลฝูเจี้ยน( ฮกเกี้ยน ) มณฑลเจียงซีหรือเกียงซี หรือกังไซ้หรือกังไส( ชื่อเรียกเหมือนกัวสูเมืองซูโจว )เมืองเครื่องเคลือบดินเผาที่มีชื่อเสียงในสมัยโบราณ มณฑลกว่างตงและมณฑลกว่างซีเป็นต้น ซึ่งเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๑๑๓๕ ปี ถ้านับจากฮ่องเต้ถังหมิงหวงหรือเทพเจ้าเล่าเอี๋ยเสด็จสวรรคตเมื่อพ.ศ. ๑๓๐๕ และถ้าเหตุการณ์ที่ตาแป๊ะอาสาสมัครไปเมืองกังไซ้ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นเวลาประมาณพันกว่าปีดังกล่าว ผู้ที่นำพิธีกินผักไปแพร่หลายยังเมืองต่างๆ ก็คือพวกขุนนางชั้นสูงแถบมณฑลภาคใต้ ที่เข้าไปรับราชการในเมืองหลวง บรรดาวัดในลัทธิเต๋า และพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเป็นจุดเริ่มที่ได้ผล เพราะวัดเหล่านี้โดยปกติก็กินผักอยู่แล้ว บรรดาเอกสารที่ตาแป๊ะนำมาให้นั้นก็นำมาจากวัดนั่นเอง  

 

 

๕.   การเตรียมการก่อนกินผัก    

        การเตรียมการก่อนกินผัก พอจะแยกได้ดังนี้

        ๕.๑ ฝ่ายศาลเจ้า

        คณะกรรมการศาลเจ้าและชาวบ้านต่างช่วยกันทำงานคือ

        ๑)   อัญเชิญ เทวรูปทุกองค์จากบนแท่นบูชาลงมาทำความสะอาดเช็ดถูฝุ่นละออง แต่งหนวดเคราและส่วนที่ชำรุดให้ดูดีมีสง่าดังเดิม พร้อมทั้งทำความสะอาดแท่นบูชาด้วย

        ๒)   ล้างพื้นตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอกตัวศาลเจ้า

        ๓) ทำความสะอาดโรงเจ เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆในครัวเจ และจัดหาเพิ่มเติมถ้าจำเป็น

        ๔)   จัดทำธงประเภทต่างๆเพื่อนำไปติดที่กำหนด

        ๕) ทำความสะอาดอาวุธและต้อของม้าทรง

        ๖) เตรียมเกี้ยวหรือเก่วและตัวเลี่ยนสำหรับแห่

        ๗) กรรมการชุดต่างๆจะเตรียมงานของตน เช่น ฝ่ายประชาสัมพันธ์ติดประกาศและทำแผ่นพับแจก ฝ่ายการเงินรับบริจาคทั้งเงินและสิ่งของ ฝ่ายพิธีกรรม ฯลฯ

        ๘)  อื่นๆ

        ๕.๒ ฝ่ายชาวบ้านทั่วไป

        ชาว บ้านที่จะเข้าร่วมกินผัก ตามความสมัครใจ จะกินกี่วัน ไม่มีการขอร้องบังคับ การสร้างบุญกุศลต้องสร้างเอง เมื่อสมัครใจที่จะกินผักที่ศาลเจ้าแห่งใด ก็จะพากันไปทำบุญบริจาคเงินหรือสิ่งของที่ศาลเจ้าแห่งนั้นตามศรัทธา

        เมื่อ ตกลงใจแล้วก็กำหนดวันที่จะกินผัก อาจเป็น ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน ๙ วัน เลือกตามความเหมาะสมและเวลา เช่น ต้องเดินทางไปต่างจังหวัด เป็นต้น แต่ในปัจจุบันมักกินทั้ง ๙ วันและกินทั้งครอบครัว แต่ถ้าในครอบครัวไม่กินทุกคน ต้องแยกเครื่องใช้เป็นชุดคาว ชุดกินเจออกจากกัน แล้วทำความสะอาดเครื่องครัว หาชุดขาวมาสวมใส่วันที่ตนกินผัก พร้อมทั้งทำจิตใจตั้งสมาธิปฏิบัติถือศีล ตามข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่ทางศาลเจ้าประกาศไว้

 

๖.   พิธีกรรมที่ศาลเจ้าก่อนการกินผัก ๑ วัน

        พิธีกรรมก่อนการกินผัก ๑ วันพอสรุปได้ดังนี้

-             พิธีป้างกุน ปล่อยขุนพลนายทหารออกรักษาการบริเวณปริมณฑลในพิธี

-             พิธียกเสาโกเต้งและตะเกียง ๙ ดวง

-             พิธีเซเจ่งอ้าม

-             พิธีอัญเชิญองค์หยกอ๋องส่องเต่และองค์เหลงกวนไต่เต่เลขานุการองค์หยกอ๋องส่องเต่มาร่วมพิธี

-             พิธีอัญเชิญองค์กิวอ๋องไต่เต่มาเป็นประธานในพิธีกินผัก

 

๗.   สรุปพิธีกรรมวันที่ ๑ ค่ำเดือน ๙ถึงวันที่ ๙ ค่ำเดือน ๙

 

วันที่ ๑ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนตร์บูชาองค์เทพเจ้าเพื่อเสริมบารมี

-             อ่านรายชื่อผู้ร่วมกินผัก

-             (อ่านทุกวันเพื่อกราบทูลให้องค์ประธานทรงทราบ)

 

วันที่ ๒ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนตร์บูชาองค์เทพเจ้าเพื่อเสริมบารมี

 

 

วันที่ ๓ ค่ำ เดือน ๙

-             สวดมนตร์บูชาองค์เทพเจ้าเพื่อเสริมบารมี

-             โข้กุน เลี้ยงขุนพลนายทหาร

-             พิธีอัญเชิญเทพเจ้าเป่ยเติ้วซิงจวินและหนานเติ้วซิงจวิน

-             พิธีอิวเก้งแห่พระรอบเมืองของศาลเจ้ากวนอู

-             พิธีป้า